2007/Jul/24

รถถัง

รถถัง หรือ ยานเกราะ คือยานพาหนะสำหรับต่อสู้ที่เน้นการทำลายศัตรูภาคพื้นดิน รถถังรุ่นใหม่จะมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน เช่น กำลังการยิง ระยะยิง การเคลื่อนตัวภาคพื้นดิน และความแข็งแกร่ง คุณสมบัติของรถถังสามารถเคลื่อนตัวได้ในพื้นที่สูงต่ำอย่างในสนามรบ ได้อย่างรวดเร็ว รถถังเป็นอาวุธชนิดหนึ่งที่นับว่าอันตราย และน่าเกรงขามที่สุดในสนามรบ ทั้งนี้เพราะรถถังมีระยะการโจมตีที่กว้าง และมีความทนทานสูง อย่างไรก็ตาม รถถังมักจะมีจุดอ่อนเมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีทางอากาศ และกับระเบิด รวมทั้งโดนการรุมโจมตีโดย ทหารราบ โดยปกติการโจมตีของรถถัง จะเป็นรวมตัวโจมตีกันเป็นกลุ่มกับหน่วยรบอื่น โดยร่วมกัน ระหว่างการโจมตีทางอากาศกับทหารราบ รถถังเริ่มใช้เป็นครั้งแรกในสงครามโลกครั้งที่ 1

ประวัติรถถัง

รถถัง (tank) เป็นชื่อพรางเพื่อให้ข้าศึกที่ดักฟังข่าวเข้าใจว่า เป็นรถบรรทุกน้ำธรรมดา และได้กลายมาเป็นชื่อเรียกยานรบชนิดนี้มาจนถึงปัจจุบัน ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 ฝ่ายสัมพันธมิตรประสบปัญหาการเคลื่อนกำลังพลผ่านแนวต้านของข้าศึก ที่มีทั้งสนามเพลาะ ปืนกลหนัก-เบา ลวดหนามและสิ่งกีดขวางต่าง ๆ ต่อมาอังกฤษได้นำรถแทร็กเตอร์ช่วยกรุยทางนำหน้าทหารราบเวลาเข้าตีข้าศึก ซึ่งรถแทรกเตอร์ก็ทำหน้าที่กรุยทางได้ดี แต่ก็มีปัญหาตรงที่รถแทร็กเตอร์ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อใช้ในการรบ จึงประสบปัญหาการถูกยิง ถูกทำลายลงเป็นจำนวนมาก

ต่อมา อังกฤษจึงเกิดแนวความคิดจากนักประดิษฐ์ ที่นำแผ่นเหล็กหนามาทำเป็นเกราะหุ้มรถแทร็กเตอร์ และติดปืนกลเข้าไปพร้อมกับเจาะช่องให้ทหารที่อยู่ในรถแทร็กเตอร์สอดปลายปืนเล็กยาวเพือยิงต่อสู้จากภายในรถได้ และส่งรถแทร็กเตอร์หุ้มเกราะติดปืนไปยังแนวหน้า โดยใช้ นามเรียกขาน (codename) ว่า "tank" ที่สมัยนั้นหมายถึงรถบรรทุกถังน้ำเพื่อลวงข้าศึก และคำว่า tank ก็ได้กลายมาเป็นชื่อเรียกรถรบชนิดนี้ถึงในปัจจุบัน

รถถังยุคแรก ๆ ไม่ได้เน้นประสิทธิภาพในการทำลายล้างเหมือนรถถังยุคปัจจุบัน มันจึงมีเกราะที่หนา หนัก เคลื่อนตัวช้า แต่ก็เป็นประโยชน์มาก ในการใช้เหยียบย่ำบดขยี้หลุมเพลาะ ลวดหนาม ทุ่นระเบิดบุคคล ทำให้ทหารราบสามารถเคลื่อนที่เข้าตีข้าศึกได้รวดเร็วขึ้น อาวุธประจำรถถังส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กและเบา เหมาะกับการโจมตีบังเกอร์ต่าง ๆ มากกว่าการยิงทำลายอาคาร หรือที่มั่นขนาดใหญ่

ในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมันได้พัฒนารถถังจนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมากมาย เช่น ใช้เครื่องยนต์ดีเซลแรงม้าสูง ออกแบบเกราะให้หนาในส่วนที่ต้องเข้าปะทะ และให้บางในส่วนที่ไม่อยู่ในมุมที่โดนโจมตีง่าย เช่นใต้ท้องรถและด้านบนรถเป็นเกราะบางเพื่อลดน้ำหนักรถลง ทำให้การเคลื่อนที่ของรถถังเยอรมันมีความคล่องแคล่วกว่ารถถังของอังกฤษมาก

ช่วงกลางของสงคราม รถถังได้มีบทบาทในการรบอย่างมาก ความต้องการทางยุทธวิธีเริ่มเปลี่ยนแปลงรถถังทั้งรูปแบบ อาวุธ และรายละเอียดอื่น ๆ มากมาย รถถังยุคนี้จึงมีขนาดใหญ่ขึ้น ติดปืนใหญ่ที่มีอำนาจการทำลายสูง และมีระยะยิงไกล ต่อมาในช่วงก่อนถึงปลายสงคราม รถถังก็ไม่ได้เป็นเพียงแต่ยานหัวหอกของทหารราบเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป ตัวถังของรถถูกพัฒนาให้รองรับภารกิจอื่น ๆ ในสนามรบอีกหลายประการ เช่น เป็นฐานยิงปืนใหญ่วิถีโค้งเคลื่อนที่ได้ ที่เราเรียกว่าปืนใหญ่อัตตาจร เป็นฐานยิงปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ใช้เป็นรถกู้ซ่อม ฯลฯ ดังนั้น สถานการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีอิทธิพลมากในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนารถถังมาจนถึงในยุคปัจจุบัน

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เกิดการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมกันเป็นการใหญ่ โดยเฉพาะในวิชาโลหวิทยา และอิเล็กทรอนิกส์ มีการประดิษฐ์โลหะผสม ที่มีน้ำหนักเบาแต่เหนียว และแข็งแรงกว่าเหล็ก รถถังในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เริ่มมามีบทบาทอีกครั้งในสมรภูมิเกาหลี ซึ่งครั้งนี้ โลกต้องตะลึงกับการพัฒนาของสหภาพโซเวียต โดยเฉพาะรถถัง T-34 ซึ่งถูกสร้างขึ้นในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น เป็นรถถังที่มีอานุภาพเหนือรถถังของฝ่ายสหประชาชาติมาก ด้วยอานุภาพการยิงของปืนใหญ่ขนาด 3 นิ้วแบบลำกล้องยาว ผสานกับความรวดเร็วคล่องตัวในการเคลื่อนที่ T-34 จึงเป็นรถถังที่ทำให้โลกรู้จักในความแข็งแกร่งและอำนาจการโจมตีที่รุนแรงของมัน ที่มีสูงกว่ารถถังเบาแบบ M-24 ของสหรัฐที่ติดปืน 2.8 นิ้วลำกล้องสั้น สหรัฐจึงต้องทำการพัฒนารถถังเบา M-24 กันแบบยกเครื่องทั้งคัน และเรียกรถถังที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้ว่า รถถังเบา M-41

สงครามเวียดนาม เป็นอีกสงครามหนึ่ง ที่เปลี่ยนแปลงแนวความคิดการพัฒนารถถังจนมีรูปร่างอย่างที่เห็นในปัจจุบัน เมื่อฝ่ายโซเวียตได้สนับสนุนรถถังขนาดกลางรุ่น T-54/55 ให้กับฝ่ายเวียดนามเหนือ อย่างไรก็ตาม สงครามเวียดนาม ซึ่งเป็นสงครามที่โหดร้ายที่สุดสำหรับอเมริกา ก็มิได้เป็นบทพิสูจน์ความสามารถของรถถังมากนัก เพราะพื้นที่สมรภูมิส่วนใหญ่เป็นป่าทึบและภูเขา การปะทะด้วยรถถังจึงไม่ค่อยเกิดขึ้น สงครามเวียดนาม เป็นสงครามที่พิสูจน์ปรัชญาการต่อสู้ของมนุษย์ว่า ถึงที่สุดแล้วแม้เทคโนโลยีจะก้าวไกลเพียงใด ก็ไม่เหนือกว่าจิตใจและสัญชาติญาณการต่อสู้ของมนุษย์ ดังนั้น สหรัฐจึงต้องยอมถอยกองทัพที่พร้อมด้วยเทคโนโลยีออกจากเวียดนามอย่างสุดบอบช้ำ

จากการที่สหรัฐมีส่วนเข้าร่วมในสงครามต่าง ๆ ทุกครั้ง และในหลาย ๆ ครั้งสหรัฐก็เป็นผู้ก่อสงครามเสียเอง ด้วยข้ออ้างในการรักษาสันติภาพ สหรัฐจึงมีการพัฒนารถถังตนเองที่ต่อเนื่องจนมาสู่รุ่น M-1 Abramms ซึ่งเป็นรถถังยุคปัจจุบันที่เชื่อกันว่าไม่มีรถถังรุ่นใดในโลกที่สามารถทำลายมันได้ แม้แต่ M-1 ด้วยกัน ด้วยเกราะโลหะผสมไททาเนียม+ยูเรเนียม ที่เหนียวและแกร่งทนทานต่อการถูกยิงทำลายด้วยอาวุธต่อสู้รถถัง และกระสุนปืนเจาะเกราะทุกแบบ ปืนใหญ่ขนาด 4.5 นิ้วของ M-1 ให้อำนาจการยิงที่สามารถคว่ำรถถังทุกแบบทุกขนาดในโลกนี้ลงได้ ผสานเข้ากับเทคโนโลยีการเล็งยิงด้วยศูนย์เลเซอร์ ระบบตรวจหาเป้าหมายด้วยอินฟราเรดที่สามารถล็อกเป้าหมายได้ครั้งละหลายเป้า ระบบรักษาการทรงตัวป้อมปืน ทำให้สามารถยิงปืนใหญ่ในขณะที่เคลื่อนที่ใส่เป้าหมายได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องหยุดรถ

tank.jpg

Comment

Comment:

Tweet


อยากเห็นรถแทรคเตอร์สมัยนั้นจังค่ะ
เหอะๆๆๆๆ ดูหนังสงครามโลกทีไรไม่มีใครพูดถึงรถถังสมัยนั้นเลย
ปกติพอเห็นรถถังจะนึกถึงแมลงสาบค่ะ
แต่อ่านปุ๊บเพิ่งรู้นะคะว่ารถถังมีบทบาทมากในสนามรบ
โอ้โห.............................
แต่สุดท้ายก็หนักใจนะคะ
มนุษย์เราพยายามจะพัฒนาขีดกำลังและความสามารถในการรบ
พัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์
มันสะท้อนในแง่ลบได้บ้างไม่มากก็น้อยนะคะ
มนุษย์ยังพัฒนาอาวุธหลายรูปแบบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันโดยไม่หยุดหย่อน
แต่มนุษย์ก็เรียกร้องหาความสงบและสันติ
ขออนุญาตแอดบล๊อกนะคะ
#1 by salute At 2007-07-24 15:44,