2007/Aug/16

วันนี้มาทำความรู้จักกับหน่วยรบพิเศษที่ฝึกหนักที่สุด โหดที่สุด ทำภารกิจที่ยากที่สุดกันครับ


SEAL ย่อมาจาก SEa-Air-Land ใช้กล่าวถึงกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหน่วยที่ถูกฝึกมาให้ปฏิบัติการไม่ว่าจะเป็นในทะเล ทางอากาศ หรือแม้แต่การรบบนพื้นดิน หน่วยซีลของสหรัฐฯ สังกัดตรงต่อกองทัพเรือ และปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยม จนหลายๆ ประเทศเริ่มจัดตั้งหน่วยรบพิเศษลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นตาม

ถ้าจะพยายามสร้างชื่อเล่นโดยดูจากชื่อย่อ หน่วยนี้น่าจะได้ชื่อ “แมวน้ำ” ตามความหมายของคำว่า seal แต่ความจริงแล้วชื่อที่ถูกเรียกขานกันติดปากในภาษาอังกฤษ กลับเป็น Frogmen หรือ “มนุษย์กบ” ส่วนไทยเรียก"นักทำลายใต้น้ำจู่โจม"

ปกติหน่วยซีลมีทหารที่มีความสามารถทำการรบได้ในหลายพื้นที่เช่น ในป่ารกชัฏ ขั้วโลก ป่าชื้น หรือทะเลทรายที่แห้งแล้ง โดยแต่ละชุดจะได้รับการฝึกให้เชี่ยวชาญการใช้เครื่องมือและเทคนิคการรบใน แต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกัน

สำหรับภารกิจที่ได้รับมอบหมายส่วนใหญ่จะเป็นการลาดตระเวน ต่อต้านการก่อการร้าย การซุ่มปฏิบัติการ ปราบปรามบรรดากองโจรที่ก่อเหตุร้าย การลักลอบขนยาเสพย์ติด การลักพาตัว และปฏิบัติการอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังได้รับการฝึกให้ปฏิบัติการใต้น้ำด้วยเช่นกัน จึงเป็นสาเหตุให้หน่วยนี้ได้ชื่อเล่นว่ามนุษย์กบ

  หลักการของหน่วย SEAL เกิดขึ้นในสงครามโลกครั้งที่สองโดยอิตาลีได้ใช้นักประดาน้ำขึ้นยานใต้น้ำ ผ่านตาข่ายดักเรือดำน้ำเข้าไปทำลายเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ Denbydale ที่อ่าวยิบรอลตา ต่อมาอังกฤษและสหรัฐจึงได้เลียนแบบหลักการนี้ไปตั้งหน่วยของตนเองบ้าง โดยสหัรฐจัดตั้งหน่วย UDT ซึ่งย่อมาจาก Underwater Demolition Team สนับสนุนการยกพลขึ้นบกในที่ต่าง ๆ ในสงครามโลกครั้งที่สอง รวมถึง Operation Overload ในวัน D-Day โดยมีหน้าที่ทำลายเครื่องกีดขวางเพื่อให้ทหารนาวิกโยธินสามารถยึดหัวหาดและ สถาปนาที่มั่นได้

หลังจากสงครามโลกจบลง หน่วย UDT ก็ได้เข้าร่วมปฏิบัติการสำคัญมากมายทั้งในเกาหลี และเวียดนาม หลักการของหน่วยก็จะเริ่มปรับเปลี่ยนมาจากที่มีหน้าที่สนับสนุนการยกพลขึ้น บกอย่างเดียว มาเป็นการปฏิบัติการสงครามนอกแบบได้เต็มรูปแบบ คือการลอบโจมตี สงครามกองโจร และกำหนดชื่อใหม่ว่า SEAL




ทำความรู้จักมนุษย์กบในไทยกันบ้าง

หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ


ประวัติหน่วย
ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 กองกำลังทางเรือของทั้งฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายอักษะ ต่างก็ได้ส่งหน่วยรบพิเศษ ซึ่งเป็นหน่วยรบขนาดเล็ก ที่ได้รับการฝึกให้มีขีดความสามารถเหนือทหารทั่วไป เข้าปฎิบัติการเพื่อทำลายกองเรือ สิ่งก่อสร้าง และสถานที่ ที่มีความสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์ของฝ่ายตรงข้าม ทำการก่อวินาศกรรม และ ปฎิบัติการลับอื่น ๆ เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ภารกิจของหน่วยรบพิเศษ ได้มีการพัฒนาทั้งบุคลากรและอุปกรณ์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรบ รวมทั้งการพิจารณาหายุทธวิธีใหม ่ๆ เพื่อให้การปฎิบัติภารกิจประสบผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น ปี พ.ศ. 2495 กระทรวงกลาโหม มีความคิดที่จะจัดตั้ง หน่วยทำลายใต้น้ำ โดยมีตัวแทนจากทุก ๆ เหล่าทัพ และ เจ้าหน้าที่จาก ทร.สหรัฐฯ ประจำหน่วย MAAG (MILITARY ASSISTANCE ADVISORY GROUP) ที่ประชุมมีมติให้ ทร.จัดตั้งหน่วยฝึก แต่เกิดปัญหาเนื่องจากครูผู้ฝึกสอนฝ่ายอเมริกันไม่พร้อม จึงระงับการฝึกไว้ ปี พ.ศ. 2469 บริษัท SEA SUPPLY เสนอให้การสนับสนุนการฝึก ให้กับกำลังพลของ ทร. และ ตร. ซึ่งผ่านการโดดร่มมาแล้ว กำลังพลชุดแรกมี ข้าราชการทร.จำนวน 7 นาย ตร.จำนวน 8 นาย เดินทางไปเข้ารับการฝึกใน วันที่ 4 มี.ค2496 โดยทราบเพียงแต่ว่าสถานที่ฝึกมีชื่อว่าเกาะ Z (ZULU) หลังจากนั้น 61วัน ชุดฝึก ได้เดินทางกลับ โดยมีผู้สำเร็จการฝึกนักทำลายใต้น้ำรุ่นแรกจำนวน 15 นาย หลังจากนั้นกองเรือยุทธการได้มีความคิดที่จะดำเนินการฝึก จึงขออนุมัติ ทร.จัดตั้งหน่วยฝึกและอบรมหน่วยทำลายใต้น้ำ เมื่อ 24 พ.ย. 96 โดย ร.ท. วิศนุ ปราบศากุน ได้รับแต่งตั้งให้เป็น ผ.บ.หน่วยฝึกฯ มีทหารอเมริกันและผู้ผ่านการฝึกในต่างประเทศมาแล้วเป็นครูฝึก รุ่นแรกนี้มีผู้เข้ารับการฝึกจำนวน 62 นาย สำเร็จการฝึกจำนวน 14 นาย ซึ่งเป็นการฝึกระดับต้น (PRIMARY COURSE) หลังจากนั้นทร. อนุมัติให้ข้าราชการ ไปอบรม นทต.ระดับสูง(ADVANCE COURSE) ณ.ที่ใดไม่มีใครทราบเพราะเป็นความลับสุดยอด หลังจากเสร็จสิ้นการฝึก ทำให้พวกเขามีขีดความสามารถมากขึ้น ปี พ.ศ.2489 ทร. อนุมัติ จัดตั้งอัตรา หมวดทำลายใต้น้ำ บก.กร. หลังจากนั้น 1 ปี มีการเปิดการฝึกรุ่นที่2 หน่วยฝึกตั้งอยู่ที่เรือหลวงท่าจีน(ลำเก่า) ปี พ.ศ. 2502 ย้ายที่ตั้งมาที่เกาะพระ ปี พ.ศ. 2514 ปรับปรุงการจัดกำลังพลเป็น แผนกปฏิบัติงานชายฝั่ง กองการฝึกปฏิบัติการฝ่ายการศึกษา กฝร.จัดกำลังพลเป็น 2 หมวด (นักทำลายใต้น้ำจู่โจม และ นักทำลายใต้น้ำ) วัน ที่ 18 มิ.ย. 2519 ย้ายอาคารที่ทำการใหม่มาทางตะวันออกของเกาะพระ โดยมี พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ได้กรุณามาเป็นประธานในพิธี และได้บันทึกในสมุดเยี่ยมหน่วยว่า “พิธีเปิดตึกที่ทำการหมวดทำลายใต้น้ำจู่โจม ในวันนี้เป็นพิธีที่มีเกียรติยศยิ่ง 20 กว่าปีมาแล้วที่หน่วยนี้ได้ถือกำเนิดมาแต่ไม่เคยมีที่ทำการเป็นของตนเองเลย บัดนี้หน่วยนี้มีที่ทำการอันสง่างามกับเป็นหน่วยงานที่มีคุณค่าต่อกองทัพเรือ และ ประเทศเป็นอย่างมาก ขออวยพรให้หน่วยงาน และตึกที่ทำการอันสง่างามนี้ จงสถิตย์สถาพรชั่วกาลนานเทอญ” วัน ที่ 18 มี.ค.2534 กองทัพเรืออนุมัติให้ใช้อัตราหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ มีการจัดอัตราระดับกรม ประกอบด้วย กองบังคับการ ,กองรบพิเศษ 1,2,3 ,โรงเรียนสงครามพิเศษทางเรือ และ กองสนับสนุน โดยมี น.อ. นคร อรัณยะนาค ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการหน่วยสงครามพิเศษทางเรือเป็นท่านแรก


การฝึกนักเรียนนักทำลายใต้น้ำจู่โจม
หน่วย SEAL ได้ชื่อว่าเป็นหน่วยที่ถูกฝึกหนักที่สุดในบรรดาหน่วยรบพิเศษด้วยกันเองของ ทุกเหล่าทัพ เหตุผลก็คือภารกิจที่หน่วย SEAL ได้รับมักจะอันตรายอย่างที่สุดและถูกกดดันทั้งร่างกายและจิตใจมากที่สุดเสมอ

การฝึกของหน่วย SEAL จะกินเวลานานที่สุดในบรรดาหน่วยรบพิเศษทั่ว ๆ ไป คือกินเวลา ราว ๆ 8 - 11 เดือน ตามแต่เงื่อนไขของการฝึก

ส่วน ใหญ่แล้ว การฝึกของหน่วย SEAL จะเน้นความแข็งแกร่งของจิดใจ ซึ่งนักเรียนนักทำลายใต้น้ำจู่โจม (นทต.) จะถูกฝึกให้อดทนต่อแรงกดดันต่าง ๆ จากครูฝึกตลอดเวลา และถูกฝึกให้ปฏิบัติภารกิจที่บางทีแทบไม่ได้กิน ไม่ได้นอนเลย

สัปดาห์นรก
สัปดาห์นรกจะเป็นการฝึก 5 วันต่อเนื่อง 120 ชั่วโมง พักได้เพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น ไม่มีการเข้านอน ไม่มีการนั่งพักผ่อน นทต. ต้องอยู่กับท่อนซุง ไม้พาย เสื้อชูชีพ และรับคำสั่งโหด ๆ จากครูฝึกที่เปลี่ยนกันมาฝึกทุกวัน วันละ 3 ชุด ชุดละ 8 ชั่วโมง
ตลอดการฝึก นทต.จะต้องแบกเรือยางหนักเป็นร้อยกิโล ถือไม้พาย ถือท่อนซุง ทำภารกิจต่าง ๆ ที่ได้รับมาตลอดเวลา ไม่มีการพัก ไม่มีการนอน



เครื่องหมายความสามารถของนักทำลายใต้น้ำจู่โจม
อาร์มแถบสีธงไตรรงค์ หมายถึง ชาติไทย
สมอสีเงินขัดมัน หมายถึง ทหารเรือ
ปลาฉลามสีเงินขัดมัน หมายถึง การปฏิบัติงานใต้น้ำมีความกล้า อดทน
คลื่นสีทอง หมายถึง คลื่นหัวแตกบริเวณใกล้ฝั่งที่เป็นอุปสรรคที่ต้องเอาชนะให้ได้ ด้วยความสามัคคี



กว่าจะเป็น SEAL
หลังจากสำเร็จหลักสูตรนักทำลายใต้น้ำจู่โจมชั้นต้น ข้าราชการเหล่าทหารเรือก็จะได้รับการบรรจุเข้าทำงานที่หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ และเข้ารับการฝึกอบรมต่อในหลักสูตรนักทำลายใต้น้ำจู่โจมชั้นสูง ซึ่งเป็นหลักสูตรที่อบรมเฉพาะข้าราชการของหน่วย เท่านั้นเพราะเนื้อหาการฝึก เน้นการปฏิบัติการจริง ให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถออกไปทำงานได้ดี
หลังจากนั้น นักทำลายใต้น้ำจู่โจม ต้องไปฝึกหลักสูตรส่งทางอากาศอีกครั้งจึงจะได้เป็น SEAL อย่างเต็มตัว


2007/Aug/07

 

AH-64 Apache Helicopter

AH-64 Apache

เอเอช-64 อาปาเช่ (AH-64 Apache) เอเอช-64 เป็นเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบหลากหลาย ต้นแบบเอเอช-64 สร้างเสร็จในวันที่ 30 กันยายน 1983 และได้เข้าประจำการในกองทัพบกสหรัฐ ในวันที่ 26 มกราคม 1984 ปัจจุบันมีหลายประเทศที่ใช้เอเอช-64 เช่น อิสราเอล ซาอุดิอาระเบีย อียิปต์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฮอลแลนด์ อังกฤษ คูเวต และ สเปน อาเปเช่ สามารถเข้าสู่การรบได้ทุกสภาวะอากาศไม่ว่าจะเป็นตอนกลางวัน ตอนกลางคืน หรือแม้แต่ตอบสภาพอากาศเลวร้าย เพราะได้รับการพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีระดับสูง ทั้ง เลเซอร์ และ อินฟราเรด ที่ช่วยในการมองเห็น

AH-64D Apache in flight (Neg#: DVD-1098-2)

 

 
AH-64D Apache Longbow
AH-64D Apache Longbow เป็นเครื่องเฮลิคอปเตอร์ รบ เครื่องล่าสุดของรุ่น อาปาเช่ ที่ได้พิสูจน์ ในการรบ มาแล้ว เป็นอย่างดี เครื่อง อาปาเช่ เดิมเป็นเครื่อง ที่สร้างโดยบริษัท Mcdonnell Douglas แต่ปัจจุบัน เป็นบริษัท Boeing ซึ่งได้รวม เอาบริษัท Mcdonnell Douglas เข้าไว้ด้วยกัน การผลิตเครื่อง รุ่นนี้ ปัจจุบัน ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2000 ผลิตได้ เดือนละ 6 เครื่อง บริษัทโบอิ้ง ได้ประกาศว่าจะผลิต ให้ได้1000 เครื่องใน 10 ปี ข้างหน้า เครื่องรุ่น อาปาเช่ ลองโบว ได้ส่งให้ กองทัพบก สหรัฐฯ ครั้งแรก เมื่อปี 1997. Apache Longbow เป็น เฮลิคอปเตอร์ เพียงเครื่องเดียว ที่ประจำการ อยู่ในขณะนี้ ที่มี สมรรถนะ ในการ ตรวจจับ แยกแยะ จัดลำดับ ความสำคัญ ในการกำจัด ข้าศึก หรือเป้าหมาย โดยที่ตัวเอง อยู่ห่างจาก เป้าหมาย ทำการรบ ได้ใน ทุกสภาวะ อากาศ AH-64D Apache Longbow มี อาวุธ ที่แม่นยำ ระยะทำการ ที่ไกลกว่า และมี ประสิทธิภาพ ในการรบ กลางคืนมากกว่า ส่วน ระบบ การสื่อสาร และ ระบบควบคุม การรบ ของ Apache Longbow ที่ ทันสมัย ช่วยให้ การรบ และการควบคุม การรบ ของหน่วยบัญชา การรบ มี ประสิทธิภาพ มากขึ้น นอกจากนั้น Apache Longbow ยังให้นักบินที่ทำการรบ มีความสามารถเหนือข้าศึกด้วยระบบการยิงที่ใช้ระบบเรดาร์ควบคุม ในการยิงจรวด.
AH-64A Apache เป็นที่ยอมรับ ในความ ก้าวหน้า และนำไปใช้ ในเฮลิคอปเตอร์ แบบโจมตีในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบัน AH-64 D Longbow ก็เป็น เฮลิคอปเตอร์ รบ ที่ไม่มี ตัวจับ และบริษัท โบอิ้ง ได้เลิกการ ผลิต เครื่อง รุ่น อาปาเช่ AH-64A รุ่นแรกเมื่อปี 1997 และเริ่มผลิตรุ่น AH-64D และ AH-64D Longbow สำหรับรุ่น AH-64A ในปัจจุบัน ยังมีใช้อยู่ ประมาณ 900 เครื่อง อาปาเช่ ใช้เครื่องยนต์ 2 เครื่องยนต์ ความเร็ว ในการบิน ประมาณ 225 ไมล์ต่อชั่วโมง สามารถบิน ได้ทุก สภาวะแวดล้อม ทั้งกลางวัน กลางคืน และ ทุกสภาพอากาศ.
Apache ใช้ระบบเลเซอร์, ระบบอินฟาร์เรด, และระบบ ไฮเทคต่างๆ ระบบการค้นหา ติดตาม และโจมตี รถถัง และเป้าหมายอื่นๆ อาปาเช่ ติดตั้ง จรวด ระบบ เลเซอร์นำทาง Hell fire 16 ลูก, และจรวด 70-76 มม.,ปืน 30มม. กระสุนแรงระเบิดสูง 1200 นัด , เฮลิคอปเตอร์ Apache ของกองทัพบก สหรัฐฯ เป็นกำลังหลัก ในการปฏิบัติการ ในปานามา ในปี 1989 ซึ่งการปฏิบัติการ ส่วนใหญ่ เป็นเวลากลางคืน นอกจากนั้น ในการปฏิบัติการ Desert Storm ในสงครามอ่าวเปอร์เซียก็ต้องให้ เครดิตแก่ Apache เพราะสามารถทำลายรถถัง ได้มากกว่า 500 คัน ระบบ ตรวจจับ ของ Apache ได้พิสูจน์ให้เห็นประสิทธิภาพการทำงาน ในเวลากลางคืน หรือความมืดในการตรวจสอบข้าศึก, AH-64 Apache ยังช่วยรักษาสันติภาพใน บอสเนีย และ อัลบาเนีย.
note: ความแตกต่างระหว่าง AH-64D apache และ AH-64D Apache Longbow คือ:
AH-64D Apache Longbow จะมีการติดตั้งระบบเรดาร์ แต่ AH-64D Apache จะ ไม่มี ระบบเรดาร์.

คุณลักษณะของ Apache AH-64A and Apache AH-64D Longbow
  Apache AH-64A Apache AH-64D Longbow



เครื่องยนต์ General Electric T700-GE-701 General Electric T700-GE-701C
Rolls-Royce Turbomeca RTM322



กำลังเครื่องยนต์ 1696shp 1900 shp



จำนวนเครื่องยนต์ 2 2



ใบพัดหลัก(ปีกหมุน) 4 ใบ 48 ft (14.83 m)



น้ำหนักสูงสุด ยกตัว 15,075 lb (6,838 kg) 16,601 lb (7,530 kg)



จำนวนนักบิน 2. 2



ความยาวลำตัว (from main rotor) 58.17 ft (17.73 m) 58.17 ft (17.73 m)



ความสูง 15.24 ft (4.64 m) 16.25 ft (4.95 m)



ความเร็ว 150 kt (279 km / h) 147 kt (273 km / h)



ระยะทำการบิน 300 miles 380 miles



เพดานบินสูงสุด 21,000 ft 20,500 feet



อาวุธ จรวด อากาศ สู่ พื้น
จรวดต่อต้านรังษี(anti radiation missile)
จรวด อากาศ สู่ อากาศ
ปืนอัตโนมัติ
Hell fire Missile
AGM-122 SideArm Missile
AIM-9 Side Winder
M230 Chain Gun
 
http://www.fas.org/man/dod-101/sys/ac/ah-64-980902-A-2839B-001.jpghttp://www.namsa.nato.int/gallery/systems/ah64-apache.jpg

2007/Jul/30

T-34

ที-34 เป็นรถถังขนาดกลางของโซเวียต ที่ผลิตช่วง ค.ศ.1940 - ค.ศ.1958 ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดในโลกช่วงที่สหภาพโซเวียตเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2แม้ต่อมาเกราะและอาวุธของมันจะสู้รถถังรุ่นหลังๆไม่ได้ แต่มันก็ยังได้ชื่อว่าเป็นรถถังที่มีอิทธิพลอย่างมาก ทำการรบได้ดี มีประสิทธิเยี่ยมที่สุดในสงคราม จากความสมดุลของทั้งอำนาจการยิง ความเร็ว และการป้องกันตัว มันเป็นแกนหลักของกองกำลังยานเกราะโซเวียตตลอดสงคราม

ในเบื้องต้น ที-34 ยังมีข้อบกพร่องอยู่หลายจุด แต่มันได้รับการปรับปรุงตลอดช่วงสงครามทั้งเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย และค่าใช้จ่ายในการจัดสร้าง เมื่อสงครามโลกยุติเมื่อ ค.ศ.1945 ที-34 รุ่น ที่มีความสามารถรอบตัว และใช้งบก่อสร้างที่ลงตัวก็เข้ามาประจำการณ์แทนรถถังเบาและรถถังหนักหลายรุ่น ที-34 มีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาคอนเซ็ปต์ของสิ่งที่เรียกว่า รถถังรบหลัก ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20

หลังสงครามมีการส่งออก ที-34 ไปต่างประเทศมากมาย มันเป็นรถถังอันดับ 2 ที่ถูกผลิตออกมามากที่สุดในโลก โดยตามหลังแค่รถถังรุ่นน้องอย่าง ที-54/55 และครองอันดับ 1 ในส่วนของรถถังยุคสงคราม จนถึง ค.ศ.1996 ที-34 ก็ยังคงมีใช้ใน 27 ประเทศทั่วโลก


ที-34 พัฒนาขึ้นมามาจากรถถังตระกูลบีที หรือที่ภาษารัสเซียเรียก แบแต ซึ่งเป็นรถถังเคลื่อนที่เร็ว และถูกนำเข้าประจำการณ์แทนรถถังตระกูลบีที และ ที-26 โดยช่วงก่อน ค.ศ.1939 รถถังโซเวียตส่วนมากเป็นรถถังเบารุ่นที-26 และ รถถังเคลื่อนที่เร็วตระกูลบีที รุ่น ที-26 นั้นเป็นรถถังเคลื่อนที่ช้าสำหรับทหารราบมันถูกออกแบบมาให้เกาะไปกับทหารเดินเท้า ส่วนบีทีนั้น เป็นรถถังของทหารม้า มันเร็วมาก และถูกออกแบบให้สู้กับรถถัง แต่ไม่ใช่กับทหารราบ แต่ทั้งสองแบบมีเกราะบาง ป้องกันอาวุธเล็ก ได้ แต่ต้านปืนต่อสู้รถถังขนาดใหญ่ไม่ได้ ขณะที่เครื่องยนต์น้ำมันก๊าดของรถถังก็มักมีปัญหาไฟลุกอยู่ บ่อยครั้ง ทั้งสองแบบ ต่างก็พัฒนามาจากมันสมองของชาวต่างชาติทั้งสิ้น ที-26 นั้นพัฒนามาจากรถถัง วิคเกอร์-6 ตัน ของอังกฤษ ส่วน บีที ก็เป็นการออกแบบโดยวอลเตอร์ คริสตี้ วิศวกรอเมริกัน

ค.ศ.1937 กองทัพแดงมอบหมายให้ มิคาอิล กอชกิ้น( Mikhail koshkin )ให้เป็นผู้นำทีมออกแบบรถถังที่จะมาแทนรถถังบีที พวกเขาก็ได้รถถังต้นแบบที่เรียกกันว่า เอ-20 ตามขนาดเกราะที่หนา 20 มม.ติดปืนขนาด 45 มม.และใช้เครื่องยนต์ วี-2ที่พัฒนาใหม่ ใช้น้ำมันดีเซลซึ่งติดไฟได้ยากกว่า มันมีล้อขนาด 8x6 คล้ายกับล้อขนาด 8x2 ของบีที ที่สามารถวิ่งได้แม้ไม่มีตีนตะขาบ ทำให้ไม่ต้องซ่อมบำรุงรักษาตีนตะขาบที่ในยุคนั้นยังไม่สมบูรณ์นัก มันทำความเร็วบนถนนได้กว่า 85 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนั้น ทีมออกแบบยังได้ยืมแนวคิดจากการวิจัยโครงการรถถังบีทีก่อนหน้านี้ เรื่องการโค้งมนของเกราะ เพื่อให้กระสุนที่ถูกยิงมาแฉลบออกไปมาใช้ด้วย แต่ข้อได้เปรียบในด้านการรบอื่นๆของ เอ-20 ยังไม่มี

กอชกิ้นได้ขอสตาลินเดินหน้าพัฒนารถถังต้นแบบรุ่น 2 เพื่อให้เป็นรถถังครอบจักรวาล ติดอาวุธหนักกว่า มีเกราะหนากว่า และสามารถใช้ทดแทนได้ทั้งรถถัง ที-26 และ บีที รถต้นแบบนี้พวกเขาเรียกมันว่า เอ-32 ตามความหนา 32 มม.ของเกราะด้านหน้า มันติดปืนขนาด 76.2 มม. และใช้เครื่องยนต์แบบ เอ-20 รถ ถังรุ่นนี้เคลื่อนที่ได้ดีพอๆกับ เอ-20 แม้จะหนักกว่า


ต่อมาเกิดสงครามฤดูหนาวระหว่างโซเวียตกับฟินแลนด์และรถถังรุ่นที่มีอยู่ของโซเวียตแสดงผลงานการรบได้ย่ำแย่มาก ปัญหาการไม่ยอมรับรถถัง เอ-32 ของบรรดานายทหาร และปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการผลิตรถถังรุ่นใหม่ที่สูงมากจึงถูกมองข้ามไป ประกอบกับมีประเด็นเรื่องความสำเร็จของการทำสงครามสายฟ้าแล่บของเยอรมนีในฝรั่งเศสมาเสริม รถถัง เอ-32 รุ่นที่มีเกราะด้านหน้าหนา 45 มม.และมีตีนตะขาบที่กว้างกว่าเดิม จึงเข้าสู่สายพานการผลิต มันได้รับชื่อว่า ที-34 คอชกิ้นเลือกใช้ชื่อนี้ก็เพราะ ค.ศ.1934 เป็นปีที่เขาเกิดแนวคิดเกี่ยวกับรถถังรุ่นใหม่ และเพื่อเป็นการร่วมฉลองการออกกฤษฎีกาขยายกองกำลังยานเกราะ


ที-34 ต้นแบบ 2 คันสร้างเสร็จต้น ค.ศ.1940 และได้แสดงแสนยานุภาพโดยการวิ่งไกล 2,000 กิโล เมตรจากโรงงานที่คาร์คอฟ (ปัจจุบันเรียก คาร์คิฟ อยู่ในยูเครน) เพื่อไปมอสโก ก่อนจะไปฟินแลนด์ มิ้นส์ก และเคี๊ยฟ ก่อนจะกลับไปโรงงานเพื่อปรับปรุงข้อบกพร่อง ที-34 รุ่นพร้อมใช้งานออกมาในเดือนกันยายนปีเดียวกัน และเข้าทดแทนรถถัง ที-26 , รถถังขนาดกลางที-28 และ บีที ปลายเดือนเดียวกันนั้น กอชกิ้นก็เสียชีวิตจากโรคปอดบวม รถรุ่นแรกติดปืนขนาด 76.2 มม.จึงเรียกกันว่า ที-34/76 ในปี ค.ศ. 1944 มีการปรับปรุงระบบอาวุธ โดยหันมาใช้ปืนขนาด 85 มม. จึงเรียกว่า ที-34/85

ในเบื้องต้น ที-34 ผลิตกันที่เมืองคาร์คอฟ โดยโรงงานอื่นๆส่งส่วนประกอบต่างๆมาสนับสนุน ต่อมามีการย้ายฐานการผลิตไปเมืองอื่น ก่อนที่นาซีเยอรมันจะบุกสหภาพโซเวียตในสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องนี้กดดันให้ประเทศต้องเร่งผลิตที-34 ออกมาเต็มกำลังหลังจากที่ก่อนหน้านี้ถกเถียงกันว่า ควรหันไปผลิตรถถังรุ่นเก่า หรือไม่ก็หันพัฒนารุ่นที่ก้าวหน้ามากกว่า ช่วงที่ประเทศเข้าสู่สงคราม ที-34 มีสัดส่วนแค่ 4 เปอร์เซ็นต์ของรถถังของประเทศ

การปรากฏตัวของที-34 ในฤดูร้อน ค.ศ.1941 ทำให้ทหารเยอรมันประหลาดใจ และตกใจอย่างมากแม้ คาดว่าจะเจอการตอบโต้อย่างหนักจากฝ่ายศัตรูมาอย่างดีแล้วก็ตาม แต่ที-34 ยุคแรกก็มีข้อบกพร่องทาง ด้านเครื่องยนต์มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบเกียร์และคลัทช์ ความสูญเสียของที-34 ใน ฤดูร้อนปีนั้น ครึ่งหนึ่งเกิดจากความบกพร่องของมันเอง มากกว่าที่จะเป็นจากฝ่ายข้าศึก

จากการสูญเสียมากมายในช่วงแรกของฝ่ายโซเวียต จึงได้คิดหาวิธีทำให้ค่าใช้จ่ายในการผลิตรถถูกลง แต่รถ ถังยังใช้งานได้ดี เช่นเรื่องการทำให้โลหะแข็งขึ้น ในที่สุดในเวลาแค่ 2 ปี ค่าใช้จ่ายในการผลิตรถที-34ก็ลด ลงจากคันละ 269,500 รูเบิ้ลในปี ค.ศ.1941 เหลือแค่ 135,000 รูเบิ้ล ระยะเวลาในการสร้างก็ลดลงครึ่งหนึ่ง แม้คนงานส่วนมากจะเป็นผู้หญิง คนสูงอายุ และเด็ก

ที-34 เหนือกว่ารถถังเยอรมันอย่างมากเมื่อสามารถลุยได้ทั้งในสภาพพื้นผิวทีเป็นโคลนหนา หรือน้ำแข็ง อาวุธของฝ่ายทหารราบเยอรมันก็ทำอะไรมันไม่ได้ แต่ที่ทำให้ ที-34 ไม่ประสบควมสำเร็จขนานใหญ่ก็เพราะพลประจำรถถังที่ได้รับการฝึกน้อย และฝ่ายบัญชาการที่มีข้อบกพร่อง ฝ่ายเยอรมันได้แก้เกมด้วยการผลิตปืนต่อสู้รถถัง และรถถังที่ใหญ่กว่า แม้ทหารเยอรมันบอกว่าที่พวกเขาต้องการก็คือให้เยอรมันผลิต ที-34 ออกมาสู้กับที-34 ของโซเวียต

แต่หลังจากฝ่ายเยอรมันนำปืนขนาด 75 มม.มาติดรถถังของพวกเขาในปี ค.ศ.1942 ทำให้ที-34 ไม่ได้เปรียบอีกต่อไป โซเวียตก็ได้เริ่มออกแบบรถถังรุ่นใหม่คือ ที-43 ซึ่งหวังจะให้เด่นในเรื่องเกราะที่เพิ่มการป้องกันได้มากขึ้น มันจะเป็นรถถังเอนกประสงค์ โดยจะเข้ามาแทน ที-34 และ รถถังหนัก เควี-1 แต่ปีถัดมา เยอรมนีส่งรถถังไทเกอร์และแพนเธอร์เข้าสนามรบ ปืนของที-34 สู้กับรถถังรุ่นใหม่ไม่ไหว มองกันว่าปืนต่อสู้อากาศยานขนาด 85 มม.น่าจะสู้ได้ และมันสามารถนำมาปรับใช้กับรถถังได้ แต่เกราะของ ที-43 รุ่นต้นแบบก็ยังต้านทานปืนขนาด 85 มม.ของไทเกอร์ไม่ไหว ขณะเดียวกันความเร็วของมันก็สู้ ที-34 ไม่ได้ โซเวียตจึงตัดสินใจปรับปรุง ที-34 จนกลายเป็นรุ่น ที-34/85 ตามขนาดของปืน การตัดสินใจพัฒนารถถังรุ่นเก่า แทนการผลิตรุ่นใหม่ มีความสำคัญต่อการรักษาอัตราการผลิตรถถังของโซเวียตอย่างมาก เพราะขณะที่โซเวียตผลิตที-34/85 ได้เดือนละ 1,200 คันเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1944 นาซีเยอรมันมีรถถังแพนเธอร์อยู่ในแนวรบตะวันออกแค่ 304 คันเท่านั้น ข้อด้อยของที-34 จึงสู้กับรถถังเหล่านี้ได้ไม่ยากเย็นนัก

หลังสงคราม มีการผลิตที-34 ออกมาอีกมากมาย รวมทั้งมีการออกใบอนุญาตให้ประเทศอื่นๆสามารถผลิตมันได้ด้วยอย่างจีน โปแลนด์ และ เชคโกสโลวาเกีย ในยุคทศวรรษที่ 1960 ที-34/85 มีการปรับปรุงให้ทันสมัยเพื่อการส่งออกและการเป็นกำลังสำรอง ประเมินกันว่า ที-34 ถูกผลิตออกมาทั้งสิ้น 84,070 คัน มันถูกใช้ในกลุ่มประเทศกติกาสัญญาวอร์ซอ ในสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม สงครามบอสเนีย ตะวันออกกลาง อัฟกานิสถาน อังโกล่า โซมาเลีย และไซปรัส รวมแล้ว 39 ประเทศทั่วโลกเคยนำ ที-34 เข้าประจำการณ์

Image:T-34-75 przód RB.jpgImage:T-34-76 RB4.JPG